ยุทธพล's profileมีความสุขไปวันๆPhotosBlogListsMore Tools Help

Windows Media Player

ยุทธพล สมานสุข

มีความสุขไปวันๆ

ไอซ์ว่ารสชาติของความสำเร็จยิ่งเข้มก็ยิ่งน่ารื่นรมย์
Photo 1 of 4
More albums (40)
02 September

~{G}~ เวอชั่นผมงอก

อ่านดีๆนะ ผมงอกไม่ใช่ผมหงอก เอาล่ะหลังจากตลุยมิชชั่นต่างๆในชีวิตมากมายมหาศาลเพราะช่วงนี้ทำหลายเรื่องจัด ตั้งเเต่เอาอันเเรกเลย Project Zujury วงดนตรีที่ปลุกปล้ำกันมาตั้งเเต่เมื่อต้นปีตอนนี้ก็ไเ้เวลาที่จะขยับขยายอาณาเขตกันซะทีโดยการทำเพลงซิงเกิ้ลออกมา 7 หมื่นล้านซิงเกิ้ล คัดมาเเล้วเหลือ 5 เพลง เเต่เสร็จเเค่ 2 เพลงในขณะนี้นะครับ เวรไมลดฮวบ เอาเป็นว่าก็ถือว่าทำมาดีที่สุดเเล้วล่าสุด 2 เพลงดังกล่าวได้ยื่นไปที่ FAT RADIO ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ติดตามผลกันต่อไปถึงจะนเเววไม่เป็นดังหวังเราก็จะพัฒนาผลงานของเราต่อไปครับ ใครสนใจเพลงใหม่ๆที่ทำออกมาเรื่อยๆก็ทักมาขอกันได้ในเอ็มเเม้จะไม่อยุก็เหอะ เพลงเป็นเเนว กรันจ์ ผมเองก็ไม่รุว่าไอเเนวนี้มันเป็นไง เเต่ก็หลงร้องไปเเล้วหลายเพลงอยู่ สนใจวงดนตรีไปเล่นตามงานก็ติดต่อกันเข้ามาได้ บอดี้สเเลม บิ้กเเอสออกงานที 7-8 หมื่น วง Zubjury เล่นฟรีนะคิดดีๆล่ะ เราเล่นได้ทุกเเนวยกเว้นเเนวที่เราเล่นอยู่ อะมาอันที่ 2 ที่ผ่านไปสดๆร้อน คือประกวดเเบบสวนเพอร์เฟ็ค เอาเป็นทางการหน่อยดีกว่า Perfect Garden ของบ้านเเละสวน ก็โชคดีติดเข้าไปกับเขาด้วย ขอบคุณ พระเจ้า Artlantis ที่ท่านอยู่กับเรามา 1 วาระเเล้วทำให้เรามีตังใช้ 3000 เเต่อยู่กับเราไม่นานเพราะหลังจากได้รางวัลเเล้วก็หมดไปกับ Msn-02 Zeong ซะ เเละทำให้เกิดบทสรุปว่ากุต้องเก็บหุ่นของไอบ้าหางเเดง คาสวาล ไดคุน เฮ้อ ต่อออกนอกเรื่องไปเยอะเเล้ว ตังที่ซื้อไปก็ต่อกับเจ้ HH เหลือ 2200 เลยพอเหลือตังอยู่บ้าง เเต่มันก็อยู่ไม่นานตามเคยหมดไปกับค่าห้องอัด จนเหลือ 100 บาท คิดดู 3000 เหลือ 100 เดียว ในชั่วเวลา 2 วัน เฮ้อ อนาถหนาชีวิต โอตาคุ นักดนตรีเเละนิสิตสถาปัตย์ อันต่อมาเป็นอนาคตที่ขอลองคือการส่งประกวด M150 DJ CREATIVE 2007 เเม่เเกอยากให้ส่งประกวดเพราะสมัยอยู่มัธยมเคยจัดรายการวิทยุอยู่ 3 ปี เเกเลยเห็นเเววเลยบอกให้ลองส่งไปดู ก็เอาทำดู เสร็จเเล้วก็ส่งไปผลไม่รู้เป็นไงส่งไปก่อนไม่ได้ก็ขำๆตามเคยเพราะไอเจ้าการเรียนมันก็หนักหนาสากันอยู่เเล้ว จริงๆอยากเขียนเล่าอะไรมากมายอีกเเต่ขี้เกียจเเล้ว เพราะในขณะนี้มีของเล่นมากมายในห้องจริงๆจะลำดับดูดีกว่า - ตุ้กตาเคโรโระ ผ้าตัวใหญ่กว่า scale 1/1 ของ Bandai เเต่นอนกอดได้เเถมน่ารักชะมัด - หูฟัง wireless ที่เวลาไม่ไวเลสเเล้วเสียงดีกว่าตอนไวเลส เลยเอามาใช้เเบบไม่ไวเลส เเล้วจะซื้อไวเลสไปทำไมวะ - หนังสือรางวัลปลอบใจจากเพอร์เฟคการ์เด้นท์ รวมมูลค่า 2900 มีประโยชน์ต่อการทำงานมากซึ่งปกติผมไม่ซื้ออยุเเล้ว เพราะยืมห้องสมุดเอา - เเกงค์ Keroro Mk2 ตอนนี้มี ทามามะ คูรุรุ เเละเจ้ากบเขียว - MG Turn A ที่ยังไม่ยอมประกอบเพราะก่อนนอนจะเปิดฝากล่องมาดมก่อนเเล้วเข้านอนให้รู้ว่าของใหม่เเละได้มาถูก - หนังโจวซิงฉืออีก 17 เรื่อง ซื้อมาเพราะมันถูก 35 บาท - DVD Masked Rider Hibiki แผ่น 2 - 3 - เสื้อทีมลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้ - ติด UBC เพื่อดูบอล เพราะอยากดูปีที่หงส์จะได้เเชมป์เเบบทุกเเมทเเละตอนนี้ยังไม่ผิดหวังเพราะ ยังไม่เเพ้เลยเเถมวันนี้ถล่มดารืบี้ไป 6 ลูก เฮ้อบวกๆกันเเล้วก็หลายตังมากจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าอะไรคือ เกินความจำเป็น เเต่ก็ห้ามให้ตัวเองไม่ซื้อของเล่นไม่ได้เอาเป็นว่ารอวันที่ทำงานหาตังกินเองทุกอย่างคงดูดีกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้ สาธุขออนาคจสดใสๆจะได้มีตังซื้อกันดั้ม MG ให้ครบ 5555 ช่วงนี้ขยันเรียนเป็นพิเศษเพราะพยามจะคิดเรื่องอนาคตไว้เยอะๆ จบด้วยคอนเซ็ปว่าอยากจะเป็น เเลนสเคป โอตาคุ นักดนตรี เเละดีเจ ให้ได้ จ้าา ปล. อัพเดทรูปเวอชั่นมีผมไว้เเล้ว หน้าเเปลกไปจากเดิมเเต่พุงยังเท่าเดิมนะ
24 May

SUMMER ขออัพซักกะทีนะ

นานๆทีก็เลยเริ่มอยากจะอัพบล็อคของตนเองขึ้นมาหลังจากมิได้ไยดีกับมันเลย เเต่เนื่องจากท่านประธานดูเรนด้อล จากลิงค์ http://murasagi.spaces.live.com/ ให้เข้าไปชมการคิดเกมส์ของเเกเลยเห็นคนที่ตั้งใจเขียนบล็อคด้วยใจจริง ซึ่งตอนนี้รู้สึกเพื่อนๆจะไม่ค่อยหันมาเขียนบล็อคกันเเล้วเท่าไหร่ เพราะเบื่อ หรือเพราะกระผมเองมิได้สนใจไยดีนอกจากกันสรรหาโมเดลมาต่อหรือไม่ ก็นานเนาะตั้งเเต่ยังมิได้เป็นเจ้าของ macintosh เครื่องเล็กเครื่องนี้ ผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้อัพบล็อกซักกะที เอาล่ะมาอัพกันเลยดีก่า อัพทั้งทีก็ขอยาวๆประมาน 5 พันล้าน page เลยละกัน ไอบ้าาา เวอร์ไปละ เอาเป็นว่าตอนนี้ห้องพักของกระผมตอนนี้มีเเต่ของเล่นที่ห้อยโหนโจนทะยานอยุบนหัว เยอะเเยะไปหมดเดือนนี้ก็ได้มา 4 กล่อง ด้วยความโฉดชั่ว เลวทราม บัดซบ เหี้ย ชาติหมา อย่าให้กูพูดไทยได้นะไม่งั้นจะด่าตัวเองมากกว่านี้อีก เลยทำให้กะลังดิ้นรนหางานหาการทำ เหลียวไปมอง ไอต้นก็รับจ้างเขียน cad ไอนะก็รับทำที่ชาร์จรถบังคับ ไอลีไปทำงานที่สเวนเซ่น ไอนนไปฝึกงานสิงคโปร์ ไอคิไอตู้ ไอว่าว สอนน้องหารายได้เข้าตัวเยอะเเยะ เลยมีความคิดจะหาร้านอาหารเล่นดนตรีบ้าง ก็เลยชวนไอโอไปกัน 2 คนไปออดิชั่นหาเงินเผื่อว่าอะไรจะดีขึ้น ครั้งเเรกในชีวิตดูเหมือนเจ้าของจะชอบพวกเราเเต่เเกบอกว่าเด๋วจะโทรมาติดต่ออีกที ผมเองก็รออยู่ ตอนนี้ก็รออยู่ ไม่รู้เค้าจะเอาป่าว เเต่ก็ภาวนาให้รีบๆโทรมา ต่อกันด้วยเรื่องของกีฬา ไม่เอาเศร้าเกินกว่าจะพิมพ์ เเละจบด้วยคำนี้ดีก่า YOU NEVER WALK ALONE
27 April

TESLA


อัจฉริยะที่โลกลืม
ในประวัติศาสตร์ของโลกอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงาน
ไว้ประดับโลก หรือนักประดิษฐ์ ผู้ซึ่งคิดค้นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
ที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ในยุคต่อมาอย่างมหาศาล
มักจะผ่านมรสุมชีวิตและประสบกับชะตากรรมต่างๆ นาๆ
บางคนต้องฝ่าฟันอุปสรรคอยู่หลายสิบปีกว่าจะได้รับการยอมรับ
บางคนแม้เสียชีวิตแล้วก็ยังไม่มีใครในโลกรู้จักเลยด้วยซ้ำ
นิโคลา เทสลา นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวโครเอเซียน
...คืออัจฉริยะอีกคนหนึ่งที่โลกลืม...




นิโคลา เทสลา นักประดิษฐ์ชาวโครเอเซียน
เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1884 โดยไม่มีเงินติดกระเป๋า
แม้แต่สตางค์แดงเดียว จะมีก็เพียงมันสมองอันเฉลียวฉลาดเท่านั้น
เขาค้นพบมอเตอร์เหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าที่ใช้งานได้เป็นครั้งแรกในปี 1888
เขาพยายามหาช่องทางขายสิทธิบัตรมอเตอร์ไฟฟ้า
แต่ก็ถูกปฏิเสธจนต้องไปเป็นกรรมกรในนิวยอร์กอยู่หลายเดือน
เทสลาต้องย่ำต๊อกอยู่เกือบ 10 ปี
กว่าจะทำให้มอเตอร์เหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าได้รับการยอมรับ
นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง นิโคลา เทสลา
จึงถูกนำชื่อมาใช้เป็นหน่วยหลักของแม่เหล็กไฟฟ้า
เพื่อเป็นเกียรติในเวลาต่อมา




เขาคือใคร...มาจากไหน?
นิโคลา เทสลา เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ สมิลจาน ในเมืองโครเอเทีย
ประเทศออสเตรียฮังการี ( ปัจจุบันคือประเทศยูโกสลาเวีย )
ตอนเที่ยงคืนของวันที่ 9 ต่อกับวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1856
และความบังเอิญอันแปลกประหลาดที่เขาตกฟากตอนเที่ยงคืนตรง
ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่น่าพิศวงของนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้
มิลูติน พ่อของนิโคลาหวังจะให้เขาเป็นนักบวชเหมือนพ่อ
แต่นิโคลากลับไปเหมือนดจูกา แม่ของเขามากกว่า
ที่ชอบประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ ไว้ใช้เองในบ้าน
ทั้ง ๆ ตัวนางเองเรียนหนังสือมาน้อย


พลังจิต
นิโคลาเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่พิเศษหลายอย่าง
นอกจากมันสมองอันเฉลียวฉลาดแล้ว เขายังมีพลังจิตอีกด้วย
ตั้งแต่เด็ก นิโคลามักจะเห็นแสงไฟแวบเข้าตาตามด้วยภาพหลอน
หลายครั้งที่เพียงเขาได้ยินใครพูดถึงชื่อสิ่งของ
เขาก็เกิดภาพรายละเอียดของสิ่งของชิ้นนั้น ๆ ขึ้นในใจ
สิ่งนี้สร้างความรำคาญใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก
ซึ่งอาการประหลาดนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า " พลังจิต " ก็ได้




จุดเริ่มต้นของนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่
นิโคลาฉายแววของนักประดิษฐ์ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของเขาคือเครื่องมือจับกบที่ทำมาจากเชือกกับตะขอ
ซึ่งใช้ได้ผลดีมากจนถึงขนาดว่าแทบจะไม่มีกบเหลืออยู่
ในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่เลย
นอกจากนี้เขายังได้สร้างระหัดวิดน้ำชนิดที่ไม่มีใบพัด และเจ้าสิ่งนี้เอง
ที่เป็นแรงจูงใจให้เขาสร้างเครื่องกังกันน้ำที่ไม่มีใบพัดในเวลาต่อมา
เด็กชายนิโคลายังได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ
อีกอย่างหนึ่งจาก แมลงจูน ( June Bugs )
เขาจับเอาแมลงจูนเป็น ๆ 16 ตัวมาติดกาวลงบนใบพัดกังหันอันเล็ก ๆ แมลงจูนจะกระพือปีกเพื่อพยายามบินหนี ทำให้กังหันนั้นหมุนได้เอง
อยู่มาวันหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งมาที่บ้านนิโคลา
ทันทีที่เจ้าเด็กเกเรคนนั้นเห็นมอเตอร์พลังแมลงจูนของนิโคลา
เขาก็จับเอาแมลงจูนเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
ตั้งแต่นิโคลาได้เห็นภาพอันน่าสยดสยองต่อหน้าต่อตาเขาในครั้งนั้น
ทำให้นิโคลาไม่ยอมแตะต้องแมลงใด ๆ อีกเลย


โรคประหลาด...ต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์อันลือลั่น
ครั้งหนึ่ง นิโคลา ล้มป่วยเป็นโรคประหลาด
ที่หาสาเหตุและเหตุผลมาอธิบายไม่ได้
ประสาทรับรู้ต่าง ๆ ของเขาไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ
เพียงแค่ได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินก็ทำให้เขาทรมานเป็นอย่างมาก
เขาต้องนำเอาแผ่นยางมาวางรองไว้ที่ขาเตียงเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน
ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสิ่งต่าง ๆ
สำหรับคนทั่วๆ ไปแรงสั่นสะเทือนนั้นอาจจะธรรมดา
แต่สำหรับนิโคลามันเหมือนกับแผ่นดินไหว
การได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงจ้า นอกจากจะทำให้เขาปวดตาแล้ว
มันยังเผาผิวหนังของเขาจนเป็นแผลผุพอง
หลังจากที่อาการประหลาดทุเลาลง
นิโคลาก็เกิดนิมิตรู้แจ้ง
ถึงกรรมวิธีสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับอันโด่งดัง





จอมเพี้ยน
อาการประหลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนิโคลา
ทำให้เขากลัวการสัมผัสกับบุคคลอื่นทางร่างกาย
เขาปฏิเสธที่จะความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามและไม่ยอมแตะเนื้อต้องตัวใคร
เขาหลีกเลี่ยงที่จะจับมือกับใครๆ
โดยโกหกว่ามือของเขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในห้องทดลอง
พฤติกรรมเพี้ยน ๆ อีกเรื่องของนิโคลาก็คือ
เขามักจะทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันซ้ำ ๆ หลายครั้ง
จนกว่าจำนวนครั้งที่ทำจะหารด้วย 3 ได้ลงตัว
ถ้าไม่ลงตัวเขาจะทำใหม่จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
เช่น การนับก้าวเดิน
จำนวนครั้งที่นิโคลาชอบเป็นพิเศษคือ 27
เพราะว่ามันเท่ากับ 3 ยกกำลัง 3 ( 3x3x3 )
นอกจากนั้นเขายังกำหนดกะเกณฑ์ปริมาณอาหารที่เขากินในแต่ละมื้อ
ด้วยการนำเอาไม้บรรทัดมาวัดดูว่า
ภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารของเขานั้นมีปริมาตร ความจุเท่าใด
แต่ในช่วงที่เขาติดงานสำคัญ ๆ เขามักจะทำแต่งานจนลืมกินลืมนอน
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ร่างกายเขาอ่อนเพลียอย่างหนัก
จนเขาจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร


บั้นปลาย
นิโคลาเสียชีวิตอย่างอนาถาที่โรงแรมโทรม ๆ ในนครนิวยอร์ค
เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1943
ตลอดชีวิตเขาถูกคนในวงการวิทยาศาสตร์ดูถูกในความคิดที่ดูเพี้ยน ๆ
ขณะที่ประชาชนทั่วไปแทบจะไม่มีใครรู้จักเขาเลย ซ้ำร้ายกว่านั้น
ชื่อและสิ่งประดิษฐ์ของเขาถูกนำมาแต่งเป็นผู้ร้ายในการ์ตูนยอดฮิต
ซูเปอร์แมน ( Superman ) มีอยู่ตอนหนึ่งของการ์ตูนเรื่องนี้
ที่เขียนขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1940
ซูเปอร์แมนต้องต่อสู้กับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องชื่อ " เทสลา "
ที่พยายามทำลายล้างโลกด้วยอาวุธลำแสงมหาประลัย ( Death Ray )
หลังจากที่นิโคลาเสียชีวิต เอฟบีไอ ( FBI )
ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพย์สินคนต่างชาติ
( The Office of Alien Property )
เข้ายึดทรัพย์สินทุกชิ้นของนิโคลา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
เนื่องจากนิโคลาได้รับสัญชาติเป็นคนอเมริกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1891
แต่จุดประสงค์ที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อค้นหาข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ
ที่นิโคลาเคยคิดค้นนั่นเอง...

ที่มา
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?p=63784



อาวุธลำแสงมหาประลัย
นิโคลา เทสลา นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง
พยายามที่จะทำโลกทั้งใบให้เป็นสื่อนำไฟฟ้า
เพื่อให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปให้คนทุกคนในโลก
ได้ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างเสรี
นอกเหนือไปจากสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติแล้ว
เทสลายังได้สร้างเครื่องมือประหลาด ๆ อีกหลายอย่างซึ่งก็รวมถึงอาวุธสงครามด้วย
ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวว่า
เขาสามารถสร้างเครื่องมือที่มีอานุภาพร้ายแรง
ขนาดแยกโลกของเราให้แตกออกเป็นสองส่วนได้
สิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งของเขาที่ถูกปิดเป็นความลับมานานเกือบร้อยปี
นั่นก็คือ " อาวุธลำแสงมหาประลัย "




ใครอยากอ่านเรื่องลำแสงมหาประลัยต่อ
ตามไปที่นี่ได้เลย
http://board.dserver.org




คู่ปรับทางความคิด
นิโคลา เทสลา และโทมัส อัลวา เอดิสัน
สองผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่คนละขั้ว

นิโคลา เทสลา เจ้าของแนวความคิดเรื่องไฟฟ้ากระแสสลับ
(อัลเทอร์เน็ต เคอเรนต์-เอซี) ซึ่งสามารถให้พลังไฟฟ้า
ในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าไฟฟ้ากระแสตรง
(ไดเร็กต์ เคอร์เรนต์-ดีซี) ซึ่งเป็นแนวคิดของ เอดิสัน
เทสลา ได้ประดิษฐ์ไดนาโม และเจเนอเรเตอร์ ขึ้น
เพื่อผลิตไฟฟ้ากระแสสลับ
จากนั้นขายให้กับบริษัทเวสติ้งเฮาส์ ในเวลาต่อมา

โธมัส แอลวา เอดิสัน ผู้ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่จากการประดิษฐ์หลอดไฟ
แต่ยังมีสิ่งประดิษฐ์ของเอดิสันที่ไม่ค่อยมีใครรู้
ก็คือเก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ประหารนักโทษ
ซึ่งเขาคิดค้นขึ้นเพียงเพื่อแสดงให้เห็นอันตรายของการใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ
ที่บริษัทเวสติ้งเฮ้าส์ คู่แข่งสำคัญ ของเอดิสันใช้อยู่ในขณะนั้นเท่านั้น
เหตุผลง่ายๆ ประการเดียวคือ
เอดิสัน ไม่สามารถเข้าใจการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ
ตามที่เทสลาอธิบายได้
นี่เป็นการประกาศว่าเอดิสันไม่ยอมรับสิ่งประดิษฐ์อันนี้ของเทสลานั่นเอง




ภาพจาก
http://www.classictesla.com
http://www.artvrbaski.com/toc.htm
http://www.bielek-debunked.com/ Scientist%20issue.html

เรื่องจาก
http://www.palungjit.com/board/showthread.php?p=63784
http://board.dserver.org
http://rdd.mcot.net/np/np_toy/42/for/for_16.htm


26 March

10 ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ว๊าว! 10 ต้นไม้ที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก

แปลและเรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม

          ในโลกนี้อาจจะมีต้นไม้ที่สวยงามเป็นล้านล้านต้น... แต่นี่คือ 10 ต้นไม้ที่คัดมาแล้วว่าสวยที่สุดในโลก ไปดูกันเลยครับ…


 1. Baobab

          ต้นไม้ที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือต้น Baobab หรือต้นขนมปังลิง! (monkey bread tree) สามารถเติบโตได้ถึง 100 ฟุตและกว้าง 35 ฟุต สิ่งแปลกประหลาดของต้นไม้นี้ก็คือ ภายใต้ลำต้นที่บวมนี้คือ ที่เก็บน้ำที่จุได้มากถึง 120,000 ลิตร ไว้ใช้ในสภาวะอากาศแห้งแล้ง


 2. Bristlecone Pine

          ต้นสน Bristlecone ถือได้ว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่มาก ซึ่งพันธุ์ Methuselah นั้นจัดเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่มีอายุ 4,838 ปี อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 11,000 ฟุต


 3. Banyan 

          ต้น Banyan ตั้งชื่อตาม "banians" หรือผู้บุกรุกชาวฮินดูที่ทำกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ต้นไม้นี้ และต้น Banyan เคยเป็นบ้านต้นไม้ของโรบินสัน ครูโซมาแล้วด้วย!


 4. Tule 

          ต้น Tule เป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในต้นไม้ตระกูล Montezuma Cypress ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Oaxaca ประเทศเม็กซิโก มีขนาดลำต้นโดยรอบ 190 ฟุต (58 เมตร) ซึ่งมีความหนาจนผู้คนพูดว่าแทนที่คุณจะโอบกอดมัน...มันกลับโอบกอดคุณแทน!


 5. Pando 

          ต้น Pando หรือ Trembling Giant ในรัฐยูท่าห์ ประกอบไปด้วยกว่า 47,000 กิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ 107 เอเคอร์ หนักประมาณ 6,600 ตัน และมีระบบรากแก้วใต้ดินที่ใหญ่โตมาก เฉลี่ยแล้วแต่ละกิ่งก้านนั้นมีอายุประมาณ 130 ปี รวมทั้งระบบของต้น Pando เหล่านี้ศิริอายุร่วม 80,000 ปี!


 6. Chapel - Oak of Allouville - Bellefosse

          ต้น Chapel - Oak of Allouvill - Bellefosse เป็นต้นไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศส มันไม่ใช่เพียงแค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาอีกด้วย ในปัจจุบันบางส่วนของโอ๊คต้นนี้ได้ร่วงเลยไปบ้างแล้วตามกาลเวลา แต่ผู้คนที่นั่นใช้เสาและสายเคเบิ้ลในการรองรับต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้


  7. Coast Redwood

          ต้น Coast Redwood ถือเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก โดยเจ้าต้นที่ชื่อว่า Hyperion ใน Redwood National Park นั้นมีความสูงกว่า 379 ฟุต (115 เมตร) จุดเด่นของมันก็ ต้น Coast Redwood จะประกอบไปด้วยต้นแคลิฟอร์เนียเรดวู้ดยักษ์ถึง 4 ต้น ซึ่งมันใหญ่ขนาดที่ว่าเราสามารถขับรถผ่านได้! 


 8. Giant Sequoias

          ต้น Giant Sequoias ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลูกใน เซียร์ร่า เนวาดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งต้น Giant Sequoias ที่ใหญ่ที่สุดคือพันธุ์ Genaeral Sherman ตั้งตระหง่านใหญ่ยักษ์อยู่ใน Sequoia National Park มีลำต้นสูงถึง 275 ฟุต (83.8 เมตร) และหนัก 6,000 ตัน

 

       
 9. Circus

          Axel Erlandson เกษตรกรปลูกถั่วคนหนึ่งได้ดัดแปลงและแกะสลักต้นไม้เป็นรูปร่างและลวดลายที่แสนมหัศจรรย์จริงๆ เขาได้ตั้งชื่อมันว่าต้น “Circus” นี่คือตัวอย่างเจ้าต้น Circus ที่คิดว่ากว่าจะทำได้คงลำบากน่าดู...


 10. Lone Cypress 

          ต้น Lone Cypress ขึ้นต้องแรงปะทะโดยลมหนาวจากมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ที่ชายหาด Pebble ในมอนทาเร่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โตมาก แต่มันตั้งเด่นเป็นสง่า (แบบว้าเหว่) อยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงามของมหาสมุทรแปซิฟิก


ข้อมูลและภาพประกอบจาก

06 February

OTAKU ~{G}~

ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าตอนนี้ ผมเป็น OTAKU ไปโดยปริยายเเล้ว จากการลงมติของสมาคมโอตาคุสตูA11นะครับ ในบทบัญญัติของไอต้นที่ว่าผู้ที่ครอบครองโมเดลมากกว่า5ตัวในชายคาของตัวเอง วันนี้พอดีไม่มีอารมณ์ทำเเบบในยามวิกาลซักเท่าไหร่เลยขอมาเขียนบล็อคเเก้เซ็ง ก็ไปเจอหัวข้อในบอร์ดสนทนาของ  modxtoy อีกตามเคยนะครับอ่านเเล้วก็คิดถึงคุณตู้ไม้ได้เพราะเป็นเรื่องของ GUNPLA สำหรับมือสมัครเล่น OTAKU บางคนยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรวันนี้ก็เลยมีตำนานของ GUNPLAมาให้ได้รับเกร็ดความรู้นี้กันนะครับ
 
THE LEGEND OF GUNPLA
 
นับเป็นเวลามากกว่า 25 ปีแล้วที่สินค้าของเล่นพลาสติกโมเดล (พลาโม) ที่ถูกเรียกว่า “GUNPLA” (กันพลา) ได้ออกวางจำหน่ายโดย บันได (BANDAI) บริษัทของเล่นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น และของเล่นดังกล่าวก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด นับจากรุ่นลูกสู่รุ่นพ่อ ความนิยมนั้นก็ไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ของเล่นซีรีส์นี้ได้รับความนิยมกันนะ?

ว่ากันว่าประวัติศาสตร์ของพลาสติกโมเดลนั้นเริ่มต้นขึ้นบริษัท Frog ในประเทศอังกฤษได้ออกวางจำหน่ายพลาโมซีรีส์ “เพนกวิน” ขนาด 1/72 ในปี 1936 จากนั้นเมื่อเช้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เริ่มมีการขยายตัวเข้าไปในประเทศอเมริกา และญี่ปุ่น ด้วยความที่อยู่ในสภาวะสงครามทำให้ช่วงแรกของเล่นจำลองแบบพวกนี้จึงได้ต้นแบบมาจากของเครื่องบิน,เรือรบ และรถถัง จนเมื่อสภาวะสงครามสงบลง การแข่งขันรถเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง พลาโมที่จำลองแบบมาจากรถแข่งทั้งหลายจึงได้รับความนิยมตามไปด้วยเช่นกัน และ BANDAI เองก็เป็นบริษัทที่เกิดจากการผลิตพลาโมรถแข่งแบบนี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับวงการพลาสติกโมเดลในญี่ปุ่นนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อทางบริษัท MARUSAN เริ่มวางจำหน่ายพลาสติกโมเดลชุดจำลองเรือดำน้ำขนาด “1/300 SSN-571 NAUTILUS”

ในเดือนธ.ค. ปี 1958 ซึ่งตอนนั้นทาง MARUSAN เป็นสปอนเซอร์ให้กับเรื่อง “Riku to Umi to Sora to” (ผืนดิน ผืนน้ำและแผ่นฟ้า) ทำให้พลาสติกโมเดลเริ่มได้รับความนิยมจนกลายเป็นงานอดิเรกแบบใหม่ ส่วนพลาสติกโมเดลที่จำลองแบบมาจากสินค้าคาแรเตอร์ตัวแรกนั้นแน่นอนว่าจะต้องเริ่มต้นมาจากพลาโมซูปเปอร์โรบ็อตตัวแรกอย่าง “Tetsujin 28 Go” ( หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ) ของบริษัท IMAI (ปัจจุบันถูกบริษัท Aoshima ซื้อกิจการไปแล้ว) และหลังจากการวางจำหน่ายก็ทำให้สินค้าพลาโมที่มาจากคาแรคเตอร์ที่ออกฉายทางทีวีตามออกมาอีกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น “เจ้าหนูอะตอม” ,”ธันเดอร์เบิร์ด” ฯลฯ

ปี 1969 นี่เองที่แม้ว่าจะเกิดกระแสพลาโมบูมก็ตามทีแต่บริษัท IMAI นั้นกลับเกิดปัญหาในการจัดการภายในจนไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการ จึงได้ว่าจ้างให้โรงงานของ BANDAI ซึ่งก่อตั้งในปี 1967 ที่ชิซุโอกะ เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตสินค้ารีโปรดักส์ให้ ซึ่งเดิมทีแล้วทาง BANDAI ไม่ได้เคยมีความสนใจในโมเดลจากคาแรคเตอร์เลยแม้แต่น้อย จนเมื่อทาง IMAI ได้มาว่าจ้างให้ทำการผลิต BANDAI จึงได้โอกาสทำการศึกษาตลาดพร้อมกับพัฒนาสินค้าของตัวเอง จนในปี 1970 จึงได้มีโอกาสแปะชื่อ BANDAI ไปกับสินค้าของทาง IMAI ซึ่งตอนนั้นขายสินค้าพลาโมจากชุด “Thunderbird” ได้ถล่มทลาย ส่งผลให้ผลประกอบการของ BANDAI ดีขึ้นมากจนถึงขนาดในปี 1971 นั้นสามารถจดทะเบียนกลายเป็นรูปแบบบริษัทจำกัดได้เลยทันทีซึ่งหลังจากบริษัทกลายเป็นรูปเป็นร่าง BANDAI ก็เร่งผลิตสินค้าพลาโมจากคาแรคเตอร์ออกมาอีกมากมายจนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยเฉพาะกับสินค้าชุด Thunderbird และ Masked Rider ที่เปิดตัวในช่วงนั้นพอดี

จนในปี 1977 กระแสความนิยมในเรื่อง “เรือรบอวกาศยามาโตะ” ฮิตถล่มทลายมากในญี่ปุ่น จนทำให้มีการผลิตพลาโมในซีรีส์ “Mechanic Collection” ออกมาเพื่อตอบสนองแฟนๆที่ต้องการพลาโมที่มีรายละเอียดมากยิ่งกว่าชุด “Image Model” ที่ออกมาก่อนหน้านี้ จนในเดือนก.พ.ปี 1980 หลังจากอนิเมชั่นตอนที่ 42 ของ “Mobile Suit Gundam” ฉายจบลงทาง BANDAI ก็ประกาศที่จะนำคาแรคเตอร์หุ่นยนต์ในอนิเมชั่นดังกล่าวมาผลิตเป็นของเล่นในซีรีส์ Mechanic Collection เช่นกันและที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือจะเป็นพลาโมจากหุ่นยนต์เรื่องแรกที่มีการคำนึงถึงเรื่อง “สเกล” ด้วย หลังจากที่ผ่านมานั้นของเล่นพลาโมที่ถอดแบบมาจากอนิเมชั่นนั้นจะออกมาในรูปแบบ NON-SCALE ทั้งหมด (ไม่สามารถวัดค่าความสูงได้จริง) ในเดือนก.ค.ปีเดียวกันนั้นเองสินค้า Mechanic Collection อันดับที่ 4 ขนาดสเกล 1/144 ของ RX-78 GUNDAM ก็ออกวางจำหน่าย และในเดือนเดียวกันนั้นเองเพื่อเป็นการเปิดทางสู่ของเล่นซีรีส์ใหม่ ทาง BANDAI ก็ได้ออกวางจำหน่ายพลาโมของกันดั้มที่เรียกได้ว่าเป็น “กันพลา” ตัวแรกของโลกด้วยสเกลขนาด 1/100 ที่ใหญ่และสวยยิ่งกว่าเดิม และสเกล 1/100 ก็ยังกลายเป็นสเกลมาตรฐานต้นแบบให้กับการออกหุ่นในซีรีส์อื่นๆ เช่น Xabungle และ Godzigma อีกด้วย ส่วนข้อเท็จจริงในการที่ต้องออกเป็นสเกล 1/100 นั้นก็เพราะทาง BANDAI มีคอนเซปท์ว่าต้องการให้กันพลาชุดดังกล่าวนั้นสามารถแยกชิ้นส่วนคอร์ ไฟเตอร์ รวมถึงสามารถเล่นประกอบร่างได้จริงนั่นเอง

ในปี 1981 เมื่อมีการนำเอากันดั้มกลับมาตัดต่อใหม่เป็นรูปแบบภาพยนตร์จอเงิน กระแสความนิยมในกันพลาก็ยิ่งได้รับความนิยมมากกว่าเดิม จนเมื่อทางสนพ.โคดันฉะ ลงตีพิมพ์การ์ตูนเรื่อง “พลาโมเคียวชิโร่” ในนิตยสาร BON BON ซึ่งเป็นเรื่องราวของเหล่าเด็กหนุ่มที่ชื่นชอบในกันพลา ก็ทำให้เกิดเหล่าโมเดลเลอร์ซึ่งนิยมนำเอากันพลามาตกแต่งตามจินตนาการของตัวเองมากยิ่งขึ้น

ปี 1983 เมื่อไม่มีทั้งภาพยนตร์และการ์ตูนเกี่ยวกับกันดั้มออกมา แถมรวมทั้งโมบิลสูทและโมบิลอาร์เมอร์ที่ปรากฏตัวออกมาก็มีรวมกันเพียงแค่ 23 แบบเท่านั้น ความคิดที่ว่า “กันดั้มไม่จำเป็นต้องมาจากอนิเมชั่นหรือการ์ตูนเสมอไป” ก็อุบัติขึ้นกลายเป็น “MSV (Mobile Suit Variation)” กันพลาที่เกิดขึ้นจากการแต่งเสริมเรื่องราวที่ขาดหายไป หรือไม่ได้พูดถึงในภาคทีวี โดยสินค้า 4 ชุดแรกอันได้แก่ EMS-05 Agg,MSM-04G Juagg,MSM-04N Agguguy,MSM-08 Zogok ที่แต่งเสริมเรื่องราวมาจากตอนที่พวกกองทัพซีออนบุกฐานจาโบรของกองทัพโลก ก็ออกวางจำหน่าย พร้อมกับมีการลงเรื่องราวในหนังสือ Bon Bon เพื่อให้คนเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น รวมถึงมีการออกชิ้นส่วนเสริม เช่น อาวุธ เพื่อใช้เล่นกับกันพลาชุดที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ด้วย แน่นอนว่าสินค้าชุด MSV นี้ประสบความสำเร็จมาก และว่ากันว่าสินค้าที่ถือว่าเป็นสุดยอดที่สุดในชุด MSV นั้นก็คือ 1/100 Perfect Gundam ซึ่งเป็นกันพลาที่ตัวเอกในเรื่อพลาโมเคียวชิโร่ใช้นั่นเอง

ปี 1985 ถือได้ว่าเป็นปีของการร่วมมือกันระหว่าง BANDAI ที่เป็นสปอนเซอร์หลักและ SUNRISE สตูดิโอผู้ผลิตอนิเมชั่นชุดนี้อย่างแท้จริง เมื่อ “MOBILE SUIT Z GUNDAM” ออกฉายในเดือนมี.ค. ทาง BANDAI ก็ไม่รอช้าในเดือนเม.ย. ก็ออกวางจำหน่ายพลาโมขนาด 1/144 ของ RX-178 GUNDAM Mk-II และ Hi-Zack ซึ่งเป็นโมบิลสูทที่ปรากฏตัวในช่วงต้นเรื่องทันที ซึ่งรูปแบบการวางจำหน่ายพลาโมเมื่อมีโมบิลสูทปรากฏตัวในทีวีแบบนี้ก็ยังถูกนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะหาซื้อพลาโมของโมบิลสูทตัวที่ชอบได้ทันทีที่มันปรากฏตัวบนจอโทรทัศน์ ดังที่คุณเห็นอยู่ทุกวันนี้

ในปี 1985 แม้ว่า BANDAI จะเติบโตขึ้นจากการขายพลาโมของกันดั้มแล้วก็ตาม แต่ว่าบริษัทคู่แข่งอย่าง TAKARA (ปัจจุบันคือ TAKARA TOMY) ซึ่งยังมีสิทธิในการผลิตสินค้าจากอนิเมชั่นของสตูดิโอ SUNRISE ก็ได้เปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง ChoroQ Dagram ซึ่งเป็นมาสคอทขนาดย่อส่วนจากอนิเมชั่นเรื่อง “Taiyo no Kiba Dagram” จากการเห็นสินค้านี้เองทำให้ทาง BANDAI เองก็สนใจที่จะนำเอาคาแรคเตอร์กันดั้มของตัวเองมาย่อส่วนลงเพื่อออกวางจำหน่ายบ้าง ทำให้เกิดกลายมาเป็น Super Deformation Gundam หรือ SD Gundam อยู่ทุกวันนี้ แต่อย่างไรก็ดีสินค้าที่ออกเกี่ยวกับ SD Gundam อันแรกนั้นไม่ใช่กันพลา แต่ว่าเป็นกาชาปอง (ของเล่นไข่หมุน) ชุด SD Gundam World ซึ่งภายหลังก็มีการนำเอาไปทำเป็นเกมบนเครื่องแฟมิคอมอีกด้วย
เรื่องราวของ SD Gundam ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นเมื่อได้มีการนำเอา “Musha Gundam” ซึ่งเป็นซามูไรกันดั้มที่เคียวชิโร่ ตัวเอกจากเรื่องพลาโมเคียวชิโร่ใช้ในการ์ตูนมาทำเนื้อเรื่องแยกเป็นเอกเทศของตัวเอง และเขียนเป็นการ์ตูนลงตีพิมพ์ในนิตยสาร BON BON ของสนพ.โคดันฉะ จนทำให้ในเดือนธ.ค. ของปี 1988 พลาโมของ SD Gundam ตัวแรกก็ได้ออกวางจำหน่ายซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องเป็น Musha Gundam นั่นเอง โดยพลาโมดังกล่าวนั้นใช้ชื่อสินค้าว่า “BB Senshi” ซึ่ง BB นั้นเป็นคำที่ได้มาจากกระสุน BB ของปืนอัดลมนั่นเอง


ย้อนกลับไปในปี 1987 หลังจากการฉายจบลงของ “Mobile Suit Gundam ZZ” ซึ่งได้รับความนิยมน้อยกว่า Z Gundam ประกอบกับทางโทรทัศน์ก็เต็มไปด้วยอนิเมหนังหุ่นยนต์มากมาย จนหลายคนคิดว่ายุคกันพลาบูมนั้นน่าจะจบลงซะแล้ว นิตยสาร Model Graphix รายเดือน ก็ได้เปิดตัวนิยายชุด “Gundam Sentinel”
ด้วยเนื้อเรื่องอันสุดยอดของคุณมาซายะ ทาคาฮาชิ ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของซีรีส์กันดั้ม ประกอบกับผลงานแมคคานิคดีไซน์ที่เปลี่ยนโลกของกันดั้มให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ของคุณคาโตกิ ฮาจิเมะ ก็ทำให้ซีรีส์นี้ฮิตระเบิดจนทาง BANDAI ต้องออกของเล่นอย่าง 1/144 Full Armor ZZ Gundam ตามออกมาในแทบจะทันที ซึ่งความดังของเรื่องนี้อาจจะทำให้หลายคนจำได้มากกว่าที่จะจำได้ว่าสถานการณ์ในนิยายของเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับ Gundam ZZ ซึ่งไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าไหร่ซะด้วยซ้ำ

1989 วงการอนิเมชั่นเริ่มเข้าสู่ยุครุ่งเรืองเมื่อมี OVA (Original Video Animation) กำเนิดขึ้นมา เหล่า ครีเอเตอร์หน้าใหม่กำเนิดขึ้นมากมายพร้อมกับงานที่หลากหลาย แต่ในยุคนี้อนิเมหุ่นยนต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดไม่ใช่กันดั้ม แต่ว่าเป็น “Mobile Police Patlabor” ซึ่งมีทั้งฉบับการ์ตูน อนิเมทีวีซีรีส์ OVA รวมถึงหนังโรง ดังนั้นเพื่อให้เข้ากระแสและสานต่อชื่อของกันดั้มจึงได้มีการตกลงที่จะทำ OVA ชุด “Mobile Suit Gundam : War in the Pocket” ขึ้นมาเพื่อสนองแฟนๆ ของภาคก่อนๆ เพราะเป็นการหยิบเอาเรื่องราวจากภาคแรกสุดมาทำเป็นไซด์สตอรี่ โดยเพิ่มโมบิลสูทอย่าง Gundam NT-1 Alex และ Kampfer เข้าไปใหม่ ในขณะที่โมบิลสูทตัวอื่นก็ถูกนำกลับมาจับปัดฝุ่นออกแบบใหม่โดยคุณยูทากะ อิซูบุจิ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบแมคคานิคดีไซน์ให้กับแพทเลเบอร์นั่นเอง แน่นอนว่าทาง BANDAI ก็ทยอยออกสินค้าจาก OVA ชุดนี้ออกมาเรื่อยๆ ตามสูตร แต่อย่างไรก็ดีสำหรับในแง่ของพลาโมแล้ว ส่วนที่น่าพูดถึงก็คือเรื่องเทคนิคในการประกอบที่เข้ามาใหม่อย่าง “Poly Joint” ซึ่งทำให้แม้แต่กันพลาสเกล 1/144 อย่าง NT-Alex นั้นสวมชุดเกราะโจบามอาร์เมอร์ถอดเข้าถอดออกได้อย่างสมบูรณ์และก็ยังคงใช้มาเรื่อยจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1990 เพื่อฉลองครบรอบการวางจำหน่ายมาอย่างยาวนานถึง 10 ปีของกันพลา BANDAI จึงได้มีความคิดที่จะปรับปรุงรูปแบบการผลิตของกันพลาขึ้นมาใหม่ ด้วยความรู้และความสามารถที่มากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน รวมถึงมีการพัฒนาเทคนิคในการประกอบ และการขึ้นแบบที่ทำให้กันพลานั้นดูดียิ่งกว่าเดิมมาก ทาง BANDAI จึงได้เลือกที่จะนำเอากันพลาชุดของ Mobile Suit Gundam และ Mobile Suit Z Gundam มาทำการรีเมคออกใหม่ในซีรีส์ HG (High Grade) ในขนาดสเกล 1/144 และแน่นอนว่าสินค้าที่ออกมาตัวแรกก็ยังคงเป็น RX-78 Gundam โมบิลสูทตัวแรกที่เคยออกวางจำหน่ายเมื่อ 10 ปีก่อน จากนั้นก็ตามด้วยการออกสินค้ากันดั้มภาคอื่นๆ ทยอยตามออกมา ซึ่งปัจจุบันกันพลาซีรีส์ HG นั้นก็ยังคงออกวางจำหน่ายในตลาดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน กลายเป็นแบรนด์สินค้ากันพลารูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมักจะออกสินค้าอ้างอิงกับอนิเมชั่นที่ออกฉายในช่วงนั้นๆ เป็นประจำ และราคาก็อยู่ในระดับปานกลางพอที่คนที่มีเงินปานกลางจะซื้อได้นั่นเอง
ปี 1991 แนวทางในการทำซีรีส์กันดั้มยุคใหม่ ก็ถูกเปิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อทาง BANDAI ตัดสินใจที่จะเปิดตัวซีรีส์กันดั้มถึง 2 เรื่องควบคู่กัน โดยมีทั้งภาพยนตร์จอเงินอย่าง “Mobile Suit Gundam F91” และ OVA ชุด “Mobile Suit Gundam 0083 Star Dust Memory” ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการฉาย Gundam F91 ผลงานฉบับนิยายและการ์ตูนของ “Mobile Suit Gundam F90” ก็ดำเนินหน้าไปก่อนแล้ว และเป็นซีรีส์ของ F90 นี่เองที่เป็นต้นแบบคอนเซปท์ของกันดั้มในปัจจุบันที่สามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ เนื่องจากแต่ดั้งเดิมนั้นหุ่นยนต์ในซีรีส์นี้จะถูกเรียกรวมว่า “Formula Project” ซึ่งเน้นการออกแบบหุ่นน้ำหนักเบาที่สามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนเพื่อใช้ตามแต่ละสถานการณ์ได้ และในตัวต้นฉบับของ F90 เองก็มีชิ้นส่วนให้เลือกเปลี่ยนได้มากถึง 26 แบบตามตัวอักษรภาษาอังกฤษไล่ไปจาก A-Z นั่นเอง แต่ทาง BANDAI เองก็ไม่เคยออกกันพลาชิ้นส่วนเสริมของ F90 ได้ครบ มีเพียงแค่ 6 แบบเท่านั้นที่ออกมาวางจำหน่ายจริง นอกจากนี้แล้วในปีนี้ก็ยังมีการออกสินค้าชุดสเกล 1/60 ของ Gundam F91 หลังจากที่ไม่เคยออกวางจำหน่ายกันพลาในสเกลนี้มานานถึง 6 ปีแล้วด้วย

ปี 1993 หลังจากจบการทำตลาดของ MSV ชุด Gundam F91 ในปี 1992 ไปแล้ว BANDAI ก็เริ่มผลงานอนิเมชั่นทีวีซีรีส์ของกันดั้มใหม่หลังจากไม่เคยฉายมานานถึง 7 ปีด้วย “Mobile Suit V gundam” ในส่วนของกันพลานั้น สินค้าชุด 1/144 Victory Gundam ที่ออกวางจำหน่ายในเดือนพ.ค.นั้นก็เป็นกันพลาตัวแรกในสเกล 1/144 ที่มีการใส่ “V Frame” ซึ่งเป็นแกนกลางที่ทำหน้าที่แทน Poly Joint ทำให้ตัวกันพลานั้นสามารถโพสท่าได้หลากหลายมากขึ้น และเนื่องจากการที่ V Gundam นั้นเป็นหุ่นที่สามารถแยกร่างได้ทำให้ความสามารถในการแยกร่างนั้นจะมีอยู่เฉพาะในกันพลาสเกล 1/100 ซึ่งออกเป็นสินค้าแบบ HG เท่านั้น

ปี 1994 เพื่อเป็นการฉลองโปรเจคครบรอบ 15 ปีของอนิเมชั่นกันดั้ม ทางซันไรซ์จึงได้ไปจ้างให้ผู้กำกับคุณอิมากาว่า ยาซึฮิโร่ ซึ่งตอนนั้นโด่งดังจากการกำกับ OVA ชุด Giant Robo และทีวีซีรีส์ชุด “Mister Ajiko” มาเป็นผู้สร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ของกันดั้ม ซึ่งคุณอิมากาว่ามองเห็นว่าเรื่องราวแนวทหารในโลกของกันดั้มเดิมนั้นหนักเกินไป เขาจึงคิดจะเปลี่ยนให้เรื่องการต่อสู้กันของกันดั้มเป็นเหมือนเกมซึ่งวัยรุ่นสมัยนั้นชอบมากกว่า ผลที่ได้ก็คือ “Mobile Fighter G Gundam” กันดั้มที่แหวกแนวมากที่สุดจากทุกซีรีส์ ทั้งเนื้อหาและการดีไซน์ที่เปลี่ยนให้กันดั้มเป็นเหมือนนักสู้ตัวแทนแต่ละประเทศมาต่อสู้กัน แทนที่จะเป็นเรื่องของกองทัพต่อกองทัพแทน ในแง่ของการผลิตพลาโมก็มีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน เนื่องจากว่ากันพลาในชุดของ G Gundam นี้ต้องอาศัยการโพสท่าที่มากกว่าเดิม ทำให้ระบบ V Frame ที่เคยใช้ใน V Gundam ต้องยกเลิกเปลี่ยนเป็นแบบ Polycap แทน ซึ่งมาตรฐานการใช้การเชื่อมต่อแบบ Polycap นี้จะถูกใช้ไปจนถึง Gundam Wing และ Gundam X เลยทีเดียว อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องของการออกชุด Grade Up Set ซึ่งเป็นชิ้นส่วนเสริมสำหรับเปลี่ยนให้กันพลาสเกล 1/144 ของ G Gundam สามารถแสดงท่าไม้ตายออกมาได้นั่นเอง นอกจากนี้ผลงานพลาโมสเกล 1/100 แบบ HG ของชุด G Gundam นี้ก็มีรายละเอียดรวมถึงลูกเล่นมากพอที่จะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับชุด MG ที่จะเปิดตัวในปีถัดไปเลยทีเดียว

ปี 1995 หลังจากการกลับมาฉายทางจอทีวีของ V Gundam และมีฉายมาอย่างต่อเนื่องทำให้กระแสของกันพลากลับมาอีกครั้งในหมู่เด็กๆ โดยเฉพาะกับการฉายของ “New Mobile Report Gundam Wing” ซึ่งนำเนื้อเรื่องเกี่ยวกับแนวกองทัพกลับมาใช้อีกครั้ง แต่คราวนี้เพิ่มเติมความเป็นไอด้อลเข้าไปด้วยการกำหนดให้ตัวเอกที่ขับกันดั้มมีมากถึง 5 คน ทำให้ไม่แปลกที่คนจะเลือกซื้อกันดั้มทีละหลายๆ ตัว แทนที่จะต้องซื้อเพียงแค่ตัวเอกตัวเดียวเหมือนเมื่อก่อน แต่สำหรับนักเล่นมืออาชีพแล้วก็ไม่รู้สึกพอใจกับสินค้าที่เป็นอยู่ในตอนนี้มากนัก แถมกระแสของการเล่นโมเดลนั้นก็หันเหไปทางงานแบบการาจคิท (Garage Kit) เพิ่มขึ้นด้วย BANDAI จึงได้จับมือร่วมกับทางนิตยสาร Hobby Japan เพื่อช่วยในเรื่องการออกแบบสินค้าตัวใหม่ซึ่งมีสัดส่วนที่สมจริงและถูกใจคนเล่นโมเดลยิ่งกว่าเดิม จนในงาน JAF CONIII ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนก.ค. ก็ได้มีการประกาศเปิดตัวกันพลาซีรีส์ใหม่ที่ถูกเรียกว่า MG (Master Grade) ขึ้นเพื่อฉลองการครบรอบ 15 ปีของการวางจำหน่ายกันพลา ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าด้วยการออกแบบต้นแบบของกันพลาด้วย 3DCAD ทำให้กันพลาซีรีส์ MG ออกมาสวยงามและทำให้นักเล่นซึ่งมีอายุและเติบโตมากับการซื้อกันพลาในสมัยก่อนเปลี่ยนมาเล่นกันพลาซีรีส์นี้แทบจะทันที

ปี 1996 อาจจะเป็นปีที่แฟนๆ ซีรีส์กันดั้มยุคใหม่อาจจะไม่อยากจำกันมากนักเนื่องจากการที่ “After War Gundam X” ซึ่งออกฉายในปีนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จซักเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบกันดั้มภาคเก่านั้น OVA ชุด “Mobile Suit Gundam MS08th team” ก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมากทีเดียว ส่วนในแง่ของ พลาโมนั้นปีนี้สินค้าที่ออกใหม่ก็มีเพียงแค่ซีรีส์ (LM) Limited Model ซึ่งเป็นพลาโมที่ออกมาแบบเฉพาะกิจสำหรับโมบิลสูทหรือพาหนะที่ดูแล้วไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก หรือ ออกให้กับอนิเมเรื่องอื่นไปเลยอาทิเช่น อีวานเกเลี่ยนเป็นต้น ซึ่งภายหลังซีรีส์ LM นี้ก็จะพัฒนากลายเป็น EX Model ในภายหลัง

1997 BANDAI ที่ยังคงเล็งเห็นความนิยมอย่างต่อเนื่องของ Gundam Wing จึงตัดสินใจสานต่อเรื่องราวความสำเร็จของซีรีส์นี้อีกครั้งด้วยการออก OVA ชุด Gundam Wing Endless Waltz ออกมา โดยได้ว่าจ้างให้คุณคาโตกิ ฮาจิเมะเป็นผู้นำเอากันดั้มทั้ง 5 ตัวซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องมาออกแบบใหม่ทั้งหมดซึ่งก็ทำให้เหล่าแฟนๆ นั้นพอใจกันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ก็ยังมีการแตกขยายเนื้อเรื่องของ Gundam Wing ออกไปด้วยการเสริมเรื่องราวในการ์ตูนชุด “New Mobile Report Gundam Wing Duel Story G-Unit” ที่เขียนโดยอ.โทคิตะ โคอิจิซึ่งตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Bon Bon และในซีรีส์นี้เองที่เราจะได้เห็นกันดั้มพิสดารมากมายที่แปลงร่างได้หลายรูปแบบ ซึ่งเป็นไอเดียที่ควรจะทำได้เฉพาะในการ์ตูน แต่ BANDAI ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำสินค้าเหล่านี้ออกมาได้จริง

1998 หลังจากการออกฉายของ “Shinseiki Evangelion” กระแสของฟิกเกอร์โมเดลจากคาแรคเตอร์พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด รวมถึงกระแสในเล่นงานอดิเรกรูปแบบอื่นๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเพื่อตอกย้ำในความเป็นผู้นำและบอกจุดยืนของตัวเองว่า การเล่นกันพลานั้นไกลเกินกว่าที่จะเป็นเพียงแค่งานอดิเรกรูปแบบหนึ่ง และแม้คุณจะไม่ได้ดูอนิเมของกันดั้มเลยก็สนุกกับมันได้ ทาง BANDAI จึงได้ออกสินค้าที่เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่สุดยอดที่สุดจนถึงปัจจุบันอย่าง PG (Perfect Grade) RX-78 Gundam ออกมา ด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 600 ชิ้นและสเกล 1/60 ทำให้แฟนๆ นั้นพอใจกับสินค้าชุดนี้ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ในปีนี้ก็มีการออกวางจำหน่ายเกมส์ SD GUNDAM G Generation บนเครื่อง Playstation ทำให้พลาโมเกี่ยวกับ SD Gundam ซีรีส์ใหม่ก็ถูกวางจำหน่ายในชื่อเดียวกัน โดยจะเน้นออกเฉพาะแต่โมบิลสูทแปลกๆ ที่มีความโดดเด่นจากในตัวเกมซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการออกวางจำหน่ายชุดใหม่ต่อจาก หมายเลข 63 CROSSBONE GUNDAM X-2 ด้วย

1999 การฉลองครบรอบ 20 ปีของกันดั้มวนมาถึงอีกครั้ง ในปีนี้โปรเจค “Turn A Gundam” ก็ได้อุบัติขึ้น และความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือเรื่องของแมคคานิคดีไซน์ ซึ่งได้มีการเชิญ Syd MEAD (ซิก มี้ด) มือออกแบบแมคคานิคดีไซน์ชาวอเมริกาซึ่งโด่งดังมาจากการออกแบบแมคคานิคในภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner มาเป็นผู้ออกแบบให้ แม้ว่าจะรูปแบบของแมคคานิคที่ซิก มี้ดออกแบบมาจะมีความพิสดารเพียงใด ทาง BANDAI ก็ยังคงแปลงให้มันออกมาในรูปแบบกันพลาได้เสมอ ซึ่งนอกจากสินค้าจากซีรีส์ Turn A แล้ว ในปีนี้ทาง BANDAI ยังได้มีการเปิดตัวสินค้าซีรีส์ใหม่อย่าง HGUC (High Grade Universal Century) โดยสินค้าซีรีส์นี้จะเน้นการนำเอากันพลา สเกล 1/144 ที่เคยออกไปแล้วมาทำใหม่ ให้สามารถออกแอคชั่นได้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะโมบิลสูทจากซีรีส์ Z Gundam และ Gundam ZZ ซึ่งในสมัยก่อนไม่สามารถทำได้มาทำการออกแบบใหม่ แต่ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีการเน้นเฉพาะเจาะจงลงไปแบบนั้นมากนัก ขอแค่ว่าเป็นโมบิลสูทที่ขึ้นชื่อว่าปรากฏตัวในปีศักราชอวกาศ (Universal Century = UC) ก็ได้ออกเป็นกันพลาซีรีส์นี้แล้ว

ปี 2002 BANDAI ก้าวย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ของกันพลา อย่างสมบูรณ์ ด้วยสินค้าที่ตอบสนองต่อแฟนๆ ทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็น แฟนๆ ที่ติดตามกันพลามาอย่างยาวนานก็จะเลือกซื้อ MG,แฟนๆ ที่อยากเก็บสะสมโมบิลสูทให้ครบจากซีรีส์ที่ตัวเองชอบก็เลือกซื้อ HGUC ส่วนพวกแฟนพันธุ์แท้ทั้งหลายก็จะเลือกซื้อ EX Model แต่นั้นก็ยังไม่พอที่จะเรียกได้ว่าเป็น “กันดั้มแห่งศตวรรษที่ 21” อย่างแท้จริงดังนั้นในเดือนต.ค.ของปีนี้เอง “Mobile Suit Gundam SEED” ซีรีส์ล่าสุดของกันดั้มจึงได้ออกอากาศทางทีวีอีกครั้ง ด้วยความมันที่ฮิตเปรี้ยงปร้างเหมือนระเบิดนาปาลม์หย่อนลงมากลางวงการอนิเมที่กำลังซบเซาและซ้ำซากไปด้วยการ์ตูนที่เน้นคาแรคเตอร์จนเกินพอดี ทำให้ BANDAI สามารถแตกไลน์สินค้าของซีรีส์ “SEED” ออกมาต่างหากได้โดยไม่ต้องอิงกับของเก่าได้เลยแม้แต่น้อย ไล่ไปตั้งแต่กันพลา สเกล 1/144 แบบพลาสติกฉีดสีเดียวสำหรับเด็กรุ่นใหม่หัดประกอบหลังจากที่ไม่เคยออกมานาน ไล่ไปจนถึง 1/100, HG SEED ก็ยิ่งทำให้โลกของ SEED ขยายกว้างขึ้นไปอีก

ปี 2003 เนื่องจากเล็งเห็นตลาดในประเทศอเมริกา หลังจากซีรีส์กันดั้มทั้งหลายได้เข้าไปฉายจนได้รับความนิยมอย่างสูง BANDAI จึงมีความคิดที่จะนำเอาคาแรคเตอร์กันดั้มเข้าไปเปิดตัวในอเมริกาบ้าง โดยทาง BANDAI นั้นเลือกที่จะทำซีรีส์ขึ้นมาใหม่ให้เหมาะกับประเทศอเมริกาซึ่งมีความนิยมในอนิเมชั่นรูปแบบ CG โดยเฉพาะ ผลที่ได้จึงออกมาเป็นอนิเมชั่น CG เต็มรูปแบบอย่าง “SD GUNDAM FORCE” ซึ่งเป็นการนำเอาเรื่องราวของ SD GUNDAM ในญี่ปุ่นตั้งแต่ภาคอัศวินกันดั้มจนถึงมูชะกันดั้มมาปรับปรุงใหม่ และรวมกันจนกลายเป็นเรื่องใหม่ และเนื่องจากเรื่องนี้เป็นการทำออกมาเพื่อสนองตลาดในอเมริกา จึงไม่มีการทำของเล่นชุดนี้ออกมาในรูปแบบกันพลา จะมีแต่แบบของเล่นสำเร็จรูปซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศอเมริกาเท่านั้น
แม้ว่าในปีนี้อนิเมชั่นชุด Mobile Suit Gundam SEED จะจบลงไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นซีรีส์ Astray ซึ่งถือได้ว่าเป็น MSV ของ SEED ก็ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อสานต่อกระแสของกันดั้มไม่ให้หยุดนิ่ง ซึ่งต้องยกย่องในความเตรียมพร้อมของ BANDAI ด้วยการกระจายสื่อและแตกเรื่องราวของกันดั้มแอสเทรย์ทั้ง 3 เครื่องอันได้แก่ Red Frame,Blue Frame และ Gold Frame ไปตามสื่อในรูปแบบต่างๆ กัน คือ ฉบับการ์ตูนที่เกี่ยวข้องกับ Red Frame โดยตรงใน Mobile Gundam SEED Astray จะลงตีพิมพ์ใน Gundam ACE ,Mobile Suit Gundam SEED Astray R ลงตีพิมพ์ใน Shonen ACE, ฉบับนิยายที่เกี่ยวกับ Blue Frame โดยตรงลงตีพิมพ์ในหนังสือ The Sneaker และ นิยายซึ่งเป็นตัวเสริมเนื้อเรื่องในภาคอื่นๆ ทั้งหมดอย่าง Mobile Suit Gundam SEED Astray B ลงตีพิมพ์ในหนังสือ Dengeki Hobby Magazine ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดก็ดำเนินมาเรื่อยจนถึงภาคต่อเพื่อการฉลองครบรอบ 25 ปีของกันดั้มอย่าง Mobile Suit Gundam SEED Destiny ที่ออกฉายในปี 2004 นั่นเอง
ในปัจจุบันแม้ว่าจะยังไม่มีอนิเมชั่นชุดใหม่ของกันดั้มจนกว่าจะถึงปลายปี 2007 แต่ทาง BANDAI ก็ยังคงมีเรื่องราวใหม่ๆ เกี่ยวกับกันดั้มออกมาให้แฟนๆ ได้เก็บสะสมสินค้าในรูปแบบกันพลากันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น OVA ชุด MS IGLOO หรือว่าจะเป็นกันพลาจากเกมกันดั้มภาคใหม่ๆ ที่ทยอยออกมาอยู่เสมอ และในอนาคตก็คงมีต่อไปอีกเรื่อยๆ จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก รุ่นลูกสู่รุ่นหลาน ตราบเท่าที่คุณยังคงชื่นชอบ “กันดั้ม” อยู่เสมอ
 
CREADIT : GodGundam เเห่ง bord modxtoy

ไหนๆก็เริ่มมาละก็ขอต่อด้วยตาราง Gunpla ที่จะออกขายในช่วงนี้ให้อีกละกันนะครับ เครดิตให้ Deathscytheและ Kensuke จาก modx toy เช่นกัน

สัปดาห์แรก

HGUC GP02A MLRS Custom 1/144
2200 เยน

user posted image
ตัวที่ 2
user posted image
Gundam GP02A MLRS Specification (HGUC)
user posted image

user posted image

 
user posted image

-ปรากฏตัวครั้งแรกใน game ภาค อาเขต SENJO NO KIZUNA
-โมบิลสูทมาพร้อมกับอาวุธที่เพิ่มเข้าไปใหม่ โดยสร้างใหม่อิงจากในเกมส์
-2 มิสไซส์ลันเชอร์ และ บีมบาซูก้าแคนน่อน ที่ เพิ่มเข้าไปใหม่ในโมเดลชุดนี้
-บีมบาซูก้าสามารถ แยกส่วนได้
-มิสไซส์ลันเชอร์สามารถเปลี่ยนท่าทางเป้นท่ายิงมิสไซได้
-ส่วนปลายกระบอก ของ มิสไซส์ลันเชอร์ ได้รับการออกแบบขึ้นรูปรายละเอียด แบบปิด
-หน้าอกและ ข้อมือ สามารถ เคลื่อนไหวได้คร่องแคล่วด้วยวัสดุ ABS
-ท่าขับดัน สามารถเคลื่อนที่ได้ ปรับปรุงใหม่จาก GP02 A
-มีมือให้ 3 แบบ
-แถมสติ๊กเกอร์ชนิดฟอย(ชนิดที่แถมใน HG ทั่วไปที่จะเงาๆ)


HG DSSD Astray 1/44
1500 เยน
user posted image
user posted image
user posted image
สีสันสดใส ชวนให้คิดถึงแอสเทรย์ ข้อต่อโดยเฉพาะ ศอก พัฒนาไปอีกระดับ
user posted image

user posted image
ยังไงถ้าจะออกตัวต่อไปไปเก๊บแอสเทรย์ต่อเถอะนะ
(ตัวนี้ราคาเบา ๆ 1500 เยน)
user posted image

-ปรากฏตัวครั้งแรกใน กันดั้ม ซี๊ตสตาเกเซอร์
-แบ๊คแพ็คสามารถเปิดออกและ ขยับ หัวฉีก(ไอพ่น) ได้
-ใช้ PC และ ABS ที่คุ้นเคยกัน(หรือบางทีอาจจะแปลว่า ใช้ ABS แทน PC ที่เราคุ้นเคยกัน) ในส่วนของข้อต่อ
-ข้อต่อ 2 จังหวะ ถูกติดตั้งในส่วนไหล่
-ชิ้นส่วนแพ็คแพ็คสามารถขยับมาข้างหลังข้างหน้าได้(หรืออาจจะหมานถึงขยับเข้าออกได้
-บีมเซเบอร์สามารถเอาออกมาได้
-แถมฐานครับ
-แถมสติ๊กเกอร์เครื่องหมาย และเลขเครื่อง(ดีเคล แบบ สติ๊กเกอร์ใส)


R3 L-Gaim MK 2 1/144
5500 เยน
user posted image
-ปรากฏตัวครั้งแรกใน TV series ที่ฉายปี 1983
-ขนาด 1/100 และข้อต่อที่สามารถประกบกันได้
-ชิ้นส่วนในการเคลื่อนไหวสร้างใหม่จากชิ้นส่วนรูปหลอดและวัสดุที่มีความอ่อ่นนุ่ม
-ในการแปลงร่าง ส่วนที่ไอพ่น(ใช้ในการ)ลงจอด ได้รับการสร้างใหม่
-มีอาวุธเด่น BUSTER LAUNCHER มาให้
-ที่กำบังหน้าออกที่คลุม ห้องนักบินอยู่ เปิดออกได้
-มี BUSTER LAUNCHER ,POWER LAUNCHER, โล่ 2 อัน มือแบบขยับ และมือแบบปกติ มาให้
-มีฟิกเกอร์ขนาด 1/100 มาให้ 2 ตัว(ตัวละคร)
-มีฐานตั้งประกอบด้วย ฐานจอด และตัว L-GAIM เอง

ทั้งหมดออกวันที่ 8 กุมภา ครับ






สัปดาห์ที่ 2

EX Model Black Tiger
3500 เยน
ออกจำหน่ายวันที่ 15


สัปดาห์ที่ 3

ออกขายวันที่ 26 ทั้งหมด

-HCM-pro 36 คิวเบเร่
2200 เยน


-HG Heavy metal (งานเก่า)
user posted image

user posted image
user posted image

user posted image

(user posted image


user posted image

1/144
L gaim หับคู่ปรับ(ตัวร้ายจำชื่อไม่ได้) เวอร์ชั่น โค๊ตติ้ง

2500 เยน กับ 4500 เยนตาลำดับ

-นรก กลุ่มกบ
set keroro army 3500 เยน

-กลุ่มกบ ยกกำลัง 2
set keroro army robo 3500 เยน


ตัวสุดท้าย ไฮไล ของเดือน

MG hi - new GUNDAM 1/100

user posted image
-ไฮนิว ปรากฏตัวครั้งแรก CHAR'S COUNTER ATTACK จาก MG ซีรี่ย์(อาจจะหมายความว่า โมเดล ไฮนิวปรากฏตัวครั้งแรกใน ซีรี่ย์ MG)
-เป็นการออกแบบใหม่อย่างเป็นทางการ
-แถมฐานโชว์แบบพิเศษ
-ฐานโชว์สามารถใช้ร่วมกับ ฟินฟันเนลได้
-ฟินฟันเนลสามารถเอาออกมา และทำรูปแบบ โจมตีได้
-ไอพ่น ของฟินฟันเนลเป็น Effect part และส้รางใหม่ให้สวามารถ ปรับรูปแบบการบินได้(อาจจะหมายถึง มองได้หลายมุมมอง)
-ส่วนเปิดฟินฟันเนล ชิ้นเคลีย แผ่นบาง ที่สร้างมาเพื่อใช้ ในฉาก ยิงบีม
-ข้อต่อเข่า ประกอบเข้ากับ ท่อ???
-แถม บีมไรเฟิล 1 กระบอก บาซูก้ส 1 ประบอก บีมเซเบอร์ 3 เล่ม ฟินฟันเนล 6 ยูนิต โล่ 1 อัน
-แถม เททรอน สติ๊กเกอร์(อะไรวะ) ดีเคลแบบแห้ง(คิดว่าเป็นอบบ ขูด) และฟอยสติ๊กเกอร์

7000 เยน

ย้ำทุกตัวในสัปดาห์ที่ 3 ออก วันที่ 26 /2 

1/144 ที่กำลังจะออกมาในเดือน 1/144 Blue Destiny No.2 ที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากให้ออกเป็น MG เดือนเมษายน 1500 เยน

user posted image


ตัวถัดไปเป็น 1/144 GelGoog Cannon เดือนมีนาคม 1600 เยน

user posted image

และ MG ที่จะออกต่อไปคือ

MG MS-06J Mass-Produced Zaku Ver. 2.0 ที่รู้สึกจะสุดยอดทั้งข้อต่อและโครงใน จะมาในเดือนเมษายน 3500 เยน

user posted image

user posted image


MG STrike Nior มาในเดือน มีนาคม 4500 เยน สงสัยจะแพงที่ปีกมั้ง dry.gif

user posted image

1/100 Akatsuki ในเดือน มีนาคมเหมือนกัน 6500 เยน

user posted image


เพิ่มเติม Hcm Pro กันบ้างนะครับ

Freedom เดือน เมษายน 2600 เยน
user posted image


Ground Type Gundam เดือนเมษายน ราคา 2600 เยน


user posted image


และสุดท้าย SD น้อยน่ารักงุงิ เวเดอร์ บัสเตอร์ ครับผม laugh.gif เดือนเมษายน 600 เยน

user posted image

ก็คิดว่าขา gunpla คงเสียตังกันถ้วนหน้านะ วันนี้ไว้เเค่นี้ก่อนละกัน ขอไปทำเเบบต่อไม่สิต้องเรียกว่าเริ่มทำเเบบสินะ ไว้ไปอ่านเจออะไรจะเอามาเก็บรวบรวมไว้อีกละกัน จบ